เห็ดหลินจือแดงต้านมะเร็ง

เห็ดหลินจือแดง ยอดแห่งสมุนไพรจากแผ่นดินจีน ความหวังของผู้ป่วยโรคมะเร็ง ต้านมะเร็ง เสริมภูมิต้านทาน เสริมการรักษา-ลดความทรมานจากเคมีบำบัด ขับพิษ บำรุงร่างกาย ปราศจากผลข้างเคียง

หากจะพูดถึงโรคมะเร็งแล้ว มะเร็งถือว่าเป็นโรคร้ายอันดับต้น ๆ และเป็นสาเหตุอันดับ 1 ที่คร่าชีวิตคนไทยมากที่สุดในแต่ละปี เพราะโรคมะเร็งนั้น เมื่อเป็นแล้วก็ยากจะรักษา หากปล่อยให้ลุกลามก็ทำให้เสียชีวิตได้ภายในเวลาเพียงไม่นาน และถึงแม้ว่าจะพอมีวิธีรักษาด้วยการผ่าตัดหรือการใช้รังสีอยู่บ้าง ผู้ป่วยก็ล้วนต้องเผชิญกับผลข้างเคียงหลายอย่าง เช่น ผมร่วง คลื่นไส้ ท้องร่วง หรือเกิดรอยฟกช้ำที่ผิวหนังได้ง่ายกว่าปกติ ซึ่งอาจทำให้ผู้ป่วยรู้สึกทรมานกับการต่อสู้มะเร็งร้ายอยู่ไม่น้อย กว่าที่เซลล์มะเร็งจะถูกกำจัดหายไป

แต่นอกเหนือจากการรักษาด้วยเคมีบำบัด หรือคีโม แล้ว จะมีสักกี่คนที่รู้บ้างว่า มีเห็ดชนิดหนึ่งที่ช่วยทำลายเซลล์มะเร็ง และลดผลข้างเคียงจากการทำคีโมได้ (กรณีที่ผู้ป่วยเป็นโรคมะเร็งแล้ว) รวมถึงช่วยต่อต้านการเกิดมะเร็ง สำหรับคนที่ยังไม่เป็นมะเร็งอย่างได้ผล ซึ่งเห็ดที่กำลังจะพูดถึงนี้ คือเห็ดที่ได้รับฉายาว่าเป็นยาอายุวัฒนะอย่าง เห็ดหลินจือแดง นั่นเอง

เห็ดหลินจือ (Ling Zhi, Reishi) ซึ่งมีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Ganoderma lucidum เป็นยาจีนชั้นสูง ที่ใช้กันมานานกว่า 2,000 ปี ได้รับการบันทึกไว้สรรพคุณไว้ใน ตำรา “เสินหนงเปิ่นฉ่าวจิง” ตั้งแต่ยุคสมัยฮั่นของจีน มีชื่อเรียกมากมาย ไม่ว่าจะเป็น หลิงจือ เห็ดหมื่นปี เห็ดจวักงู เห็ดอมตะ เห็ดศักดิ์สิทธิ์ และยังถูกเรียกว่าราชาสมุนไพรเนื่องจากสรรพคุณทางยาในการบำรุงร่างกาย ขับพิษ ป้องกันและรักษาโรคที่ดีเลิศกว่าสมุนไพรชนิดอื่น เห็ดหลินจือนี้มีถิ่นกำเนิดอยู่ในประเทศจีนและมีหลายสายพันธุ์ โดยสายพันธุ์ที่นิยมนำมาบริโภคเพื่อบำรุงร่างกายและรักษาโรคมากที่สุดก็คือ เห็ดหลินจือแดง เนื่องจากมีสารที่เป็นประโยชน์มากที่สุด

ด้วยสรรพคุณทางยาที่มากมายของเห็ดหลินจือแดง ทำให้มันถูกนำมาใช้มาเป็นหนึ่งในสมุนไพรต้านมะเร็ง โดยทางการแพทย์ทั้งในไทยและต่างประเทศ ได้มีการศึกษาวิจัยแล้วว่า เห็ดหลินจือนั้นมีคุณสมบัติในการต่อต้านโรคมะเร็งที่ได้ผลดีเยี่ยม และหากใช้ควบคู่กับการรักษาด้วยเคมีบำบัด ก็จะช่วยลดผลข้างเคียงจากการทำเคมีบำบัดให้แก่ผู้ป่วยอีกด้วย ซึ่งสรรพคุณของเห็ดหลินจือที่ออกฤทธิ์ต่อโรคมะเร็ง นพ.บรรเจิด ตันติวิท ผุ้เขียนหนังสือ”หลินจือ กับ ข้าพเจ้า” ระบุว่า มีดังนี้

 

ประโยชน์ของ bim100 จากมังคุด ข้อมูลขากศูนย์วิจัยและพัฒนามังคุดไทย

bim100 (บิม100)    ประกอบด้วยผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร   เหมาะ สำหรับผู้ที่่ต้องการเสริมสุขภาพให้แข็งแรง ผู้ที่มีปัญหาโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ  ทั้งนี้การบริโภคผลิตภัณฑ์เสริมอาหารนี้  ก็เพื่อให้มีสุขภาพดี และผู้ที่มีปัญหาโรคภัยไข้เจ็บก็จะมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นด้วย   อีกทั้งยังได้เพิ่ม     กลุ่มผลิตภัณฑ์เสริมอาหารbim100สำหรับดูแลสัดส่วนขึ้นมาด้วย ทำให้มีรูปร่างที่สมส่วน ไม่มีไขมันส่วนเกิน เป็นทางเลือกอีกทางหนึ่งสำหรับผู้บริโภคที่ต้องการดูแลสัดส่วนให้มีความมั่นใจมากขึ้น

ระงับการเจริญเติมโตของเชื้อแบคทีเรีย และยังมีประสิทธิภาพในการฆ่าแบคทีเรียได้เทียบเท่ายาปฏิชีวนะราคาแพง

ป้องก้นและต้านการอักเสบได้โดยมีประสิทธิภาพถึง 3 เท่าของแอสไพริน

ระงับอาการปวดและลดอาการแพ้ได้

ต้านอนุมูลอิสระได้ดี ช่วยป้องกันการเกิดโรคหัวใจ ซึ่งเกิดจาก LDL Cholesterol Wxidatioa

ระงับการเจริญของเชื้อวัณโรคในหลอดทดลองได้

ระงับการขยายตัวของเชื้อ HIV ในหลอดทดลองได้

เพิ่มความสามารถของเม็ดเลือดขาวในการกำจัดสิ่งแปลกปลอม และเชื้อแบคทีเรีย (Phagochtis activity)

ในการทดสอบในหลอดทดลอง สารจากมังคุดระงับการเจริญและฆ่าเซลล์มะเร็งจากเต้านม มะเร็งในเม็ดเลือด มะเร็งในตับ มะเร้งในไต มะเร็งในทางเดินอาหาร และมะเร็งปอดได้

ล่าสุดพบว่า bim100  สามารถระงับการเสื่อมสลายของกระดูกอ่อน (Cartitage) ได้อย่างดีมาก

 

 

 

 

 

ปัญหาหน้าไม่เรียวของคุณสาวๆ เกิดขึ้นจากอะไรกันบ้าง? และจะทำให้หน้าเรียวได้หรือไม่?

  1. คุณสาวๆ ที่มีปัญหาแก้มใหญ่ หรือหน้ากลม เพราะมีไขมันส่วนเกินบริเวณแก้มมากสามารถทำให้ใบหน้าเรียวขึ้นได้ โดยการฉีดแฟตแก้มหรือเมโสแฟต ซึ่งจะเป็นการช่วยในการกำจัดไขมันส่วนเกินในบริเวณที่ไม่ต้องการ เช่น บริเวณแก้ม เป็นต้น เมื่อไขมันสลายตัวไป ก็จะเป็นการช่วยปรับรูปหน้าให้เรียวมากยิ่งขึ้น

นอกจากนี้ ยังมีวิธีการอื่นๆที่สามารถช่วยทำให้ไขมันในบริเวณดังกล่าวสลายตัวไป เช่น การลดน้ำหนัก การใช้คลื่นวิทยุ RF ในการสลายไขมัน การดูดเซลล์ไขมันออก หรือการผ่าตัดเอาถึงไขมันช่วงแก้มออก เป็นต้น ซึ่งวิธีการเหล่านี้ล้วนแต่เป็นการช่วยทำให้ใบหน้าเรียวมากยิ่งขึ้น

  1. คุณสาวๆ ที่มีปัญหากระดูกโหนกแก้มสูงใหญ่ หรือกระดูกกรามใหญ่มาตั้งแต่เกิด จนทำให้เกิดปัญหาหน้าบานหรือหน้าตอบ ต้องใช้วิธีการศัลยกรรมปรับแต่งกระดูกในการแก้ปัญหา โดยสามารถใช้การผ่าตัดจากภายนอกช่องปากและภายในช่องปาก ในการเหลา ตัด กระดูกที่ใหญ่ออก ซึ่งจะเป็นการช่วยทำให้ใบหน้าดูแคบลงและเรียวมากยิ่งขึ้น
  2. คุณสาวๆ ที่มีปัญหาเรื่องกล้ามเนื้อบริเวณกรามหรือขากรรไกรใหญ่ เกิดจากการใช้กล้ามเนื้อในบริเวณกรามมากจนเกินไป เช่น การเคี้ยวหมากฝรั่ง หรือเคี้ยวอาหารที่เคี้ยวยาก เช่น ปลาหมึก หรือเนื้อสัตว์หนาๆ เป็นต้น ทำให้กล้ามเนื้อในบริเวณกรามมีขนาดที่ใหญ่มากขึ้นเรื่อยๆ
  3. คุณสาวๆ สามารถสังเกตได้ว่า ตนเองนั้นกล้ามใหญ่เพราะกล้ามเนื้อหรือไม่ โดยการลองกัดฟันแล้วลองจับบริเวณกรามจะทำให้ทราบได้ว่ามีกล้ามเนื้อหรือไม่ มัดใหญ่เพียงใด การปรับรูปหน้าให้เรียวควรใช้วิธีการฉีดโบท็อกซ์ ซึ่งจะไปทำปฏิกิริยากับกล้ามเนื้อกรามที่มีลักษณะเป็นมัดๆให้คลายตัวลง ซึ่งเป็นการช่วยทำให้ใบหน้าดูเรียวมากยิ่งขึ้น
  4. คุณสาวๆที่มีปัญหาผิวหน้าหย่อนคล้อย ควรใช้การฉีดโบท็อก หรือการร้อยไหม เพื่อช่วยยกกระชับใบหน้า ทำให้ใบหน้าดูเรียวมากขึ้น
  5. คุณสาวๆที่มีปัญหาคางสั้น หน้าเหลี่ยม หรือแก้มหย่อนคล้อย สามารถเสริมคางเพื่อให้ใบหน้าเรียวขึ้นได้โดยการเสริมคางหรือการฉีดฟิลเลอร์ ในกรณีการฉีดฟิลเลอร์แพทย์จะทำการพิจารณาเป็นรายบุคคลไปว่า เมื่อทำการฉีดแล้วจะเหมาะสมหรือไม่
  6. คุณสาวๆที่มีปัญหากรามใหญ่ที่ขึ้นจากฟัน ควรใช้วิธีการจัดฟัน ซึ่งจะช่วยทำให้รูปหน้าเรียวเล็กลงได้เช่นกัน แต่ในทางการแพทย์ไม่แนะนำให้จัดฟันเพื่อให้ใบหน้าเรียวเล็กลง ควรทำการจัดฟันในกรณีที่มีปัญหาเกี่ยวกับฟันจริงๆเท่านั้น
  7. คุณสาวๆที่มีปัญหาขมับตอบ แก้มตอบ หรือใบหน้าที่ไม่ได้รูปจากพื้นเดิม ซึ่งอาจเกิดขึ้นหลังจากการจัดฟัน แล้วทำให้รูปหน้าบุบซ้ายบุบขวาผิดไปจากเดิม เป็นต้น ควรใช้ฟิลเลอร์ในการเสริมเติมในบริเวณที่มีความผิดปกติจะสามารถช่วยทำให้ใบหน้าเรียวมากยิ่งขึ้น

อย่างไรก็ตาม ลักษณะรูปหน้าของคุณสาวๆแต่ละคนนั้นมีความแตกต่างกัน บางคนอาจจะมีปัญหารูปหน้าเพียงอย่างเดียวหรือสองสามอย่างก็ได้ ดังนั้นคุณสาวๆ จึงควรที่จะไปพบกับแพทย์เพื่อรับการวินิจฉัยถึงวิธีการที่เหมาะสมในการปรับแต่งรูปหน้าสำหรับตัวคุณสาวๆโดยเฉพาะ

อีกทั้งการปรับแต่งแก้ไขปัญหารูปหน้าควรทำด้วยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านงานศัลยกรรมเสริมความงามโดยตรง และสารที่ทำการฉีดให้ควรเป็นสารที่ผ่านการรับรองจากองค์การอาหารและยา ที่สำคัญคือ ไม่ควรใช้สารราคาถูกที่มีขายอยู่ตามเว็บไซต์ ซึ่งไม่สามารถระบุถึงแหล่งที่มาได้เป็นอันขาด เพื่อความปลอดภัยของตัวคุณสาวๆเองอีกด้วย

 

 

 

 

ระบบหลังคาช่วยบ้านอย่างไรบ้าง

หมดปัญหาเรื่องบ้านร้อน
ด้วยระบบหลังคาระบายอากาศที่ทำงานร่วมกับระบบการสะท้อนรังสีความร้อน กับระบบระบายความร้อนตามกลไกธรรมชาติ จะช่วยให้บ้านเย็นสบาย และประหยัดพลังงาน โดยสามารถเสริมนวัตกรรมอัลตราคูล หรือแผ่นสะท้อนความร้อน ซึ่งช่วยทั้งสะท้อนและป้องกันความร้อนในหนึ่งเดียว

หมดปัญหาเรื่องบ้านรั่ว
นวัตกรรมการออกแบบกระเบื้องด้วยระบบ Interlocking และระบบลิ้นราง ช่วยป้องกันการรั่วซึมจากการไหลย้อนของน้ำฝน แม้ไม่ได้ใช้ Sub Roof โดยระบบหลังคายังเน้นถึงการปิดทุกรอยต่อ พร้อมมีชุดครอบระบบแห้ง (Dry Tech System) ซึ่งทนทานตลอดอายุของผืนหลังคา
มั่นใจในความแข็งแรง ปลอดภัย ทนทาน
ระบบโครงหลังคาสำเร็จรูปช่วยกระจายแรงทำให้เกิดแรงยึดที่สามารถรับน้ำหนักได้อย่างเต็มที่ และด้วยวัสดุที่เป็นเหล็กกล้ากำลังแรงดึงสูง เคลือบโลหะกันสนิม ยึดด้วยระบบสกรูทั้งหมด ยิ่งช่วยป้องกันอันตรายจากการเกิดสนิมบริเวณรอยเชื่อม แถมติดตั้งง่าย จึงมีความปลอดภัยในการใช้งานสูง
ระบบหลังคาเพื่อบ้านสบาย
หากมองหลังคาแยกออกเป็นส่วน ๆ ก็จะพบว่าวัสดุมุงหลังคา ก็เปรียบเสมือนผิวหนังที่ห่อหุ้ม โครงหลังคาก็ทำหน้าที่เป็นกระดูก สร้างความแข็งแรง อุปกรณ์เสริมของหลังคาก็เป็นเหมือนเส้นเลือดที่ทำให้ทุกอย่างทำหน้าที่ได้ปกติ ดังนั้นหากต้องการให้หลังคาบ้านของคุณทำหน้าที่ได้ ไม่ขาดตกบกพร่อง ก็ควรให้ความสำคัญในทุกองค์ประกอบของหลังคา
นอกจากนี้ยังต้องเติมเต็มให้ครบทุกประโยชน์ของหลังคาด้วยอุปกรณ์หลังคา ที่ไม่เพียงทำให้หลังคาสวยงามเท่านั้น แต่ช่วยให้คุณมั่นใจในความแข็งแรง ทนทาน และปลอดภัย ไม่ร้อน ไม่รั่ว เพื่อบ้านที่อยู่ได้อย่างสบาย
 

 

 

 

 

 

 

ท่อพีอีกับงานอุตสาหกรรม

ท่อ HDPE

ท่อโพลีเอทิลีน (HDPE) เป็นวัสดุทางเคมีที่มีค่าความหนาแน่นสูง “ไม่น้อยกว่า 950 Kg/m3” ที่มีคุณสมบัติทางเคมี,ไฟฟ้าและทางกลที่ดีเยี่ยม สามารถที่จะนำมาประยุกต์ใช้เป็นวัสดุที่เหมาะสม กับสภาวะการใช้งานในวงการต่างๆ

ในปัจจุบัน ซึ่งท่อโพลีเอทิลีน หรือ เอชดีพีอี หรือบางหน่วยงานก็เรียกว่า ท่อพีอี PE นั้น ก็คือท่อโพลีเอทิลีน (HDPE) ที่ผลิตจากวัสดุโพลีเอทิลีนที่มาจากขั้นตอนทางเคมีทั้งสิ้น

ในปัจจุบันนี้ท่อโพลีเอทิลีนนั้นสามารถที่จะแบ่งชั้นคุณภาพของวัสดุ เพื่อให้เหมาะกับการนำมาใช้งาน ความคุ้มทุนสำหรับการลงทุนรวมถึงอายุการใช้งานที่ยาวนานขึ้น

ชั้นคุณภาพดังกล่าวสามารถแบ่งออกได้เป็น 3 ประเภทด้วยกัน คือ

ชั้นคุณภาพที่ 1 โพลีเอทิลีน (HDPE 63)

ชั้นคุณภาพที่ 2 โพลีเอทิลีน (HDPE 80)

ชั้นคุณภาพที่ 3 โพลีเอทิลีน (HDPE 100)

หลายๆคนคงสงสัยว่าทำไมท่อ HDPEหรือท่อพีอี จึงเป็นที่ยอมรับในวงการก่อสร้าง วงการอุตสาหกรรม และ ผู้รับเหมางานต่างๆ และทำไมใครต่างเลือกใช้ ท่อ HDPE หรือท่อพีอี ที่มีราคาสูงกว่าท่อชนิดอื่นๆ
อย่างแรกด้วยคุณสมบัติที่มีความทนทาน ไม่เป็นพิษ มีอายุการใช้งานที่ยาวนาน และ ดัด หรือ บิด งอ ได้โดยไม่เสียหายแตกหักแล้ว คงเป็นเพราะ ท่อ HDPEหรือท่อพีอี ทนไฟ ไม่เป็นเชื้อไฟ อีกทั้งมีเกิดประกายไฟหรือเกิดการลุกลามตัวท่อสามารถดับลงได้ทำให้ไม่เกิดการลามหรือกลายเป็นเชื้อไฟ ทำให้ลดการลุกลามของไฟได้ อีกทั้งยังผ่านมาตรฐานการทดสอบจากหลายๆประเทศ เช่น ญี่ปุ่นที่ขึ้นชื่อในเรื่องของเทคโนโลยี จึงทำให้มั่นใจได้ว่า ท่อ HDPEหรือท่อพีอี  นั้นเหมาะกับการใช้งานทั้งขนาดเล็กและขนาดใหญ่
ด้วยเหตุผลที่กล่าวมาทั้งหมดทำให้ ท่อ HDPEหรือท่อพีอี  จึงเป็นที่ยอมรับกันอย่างกว้างขวาง และ เรามักเห็นท่อ HDPE หรือท่อพีอี ในงานอุตสาหกรรมต่างๆ ด้วย เช่น ท่อสำหรับส่งน้ำยา หรือ สารเคมีต่างๆ เพราะมีความทนทานต่อสารเคมีและไม่แปรเปลี่ยนรูปหรือกร่อนเพราะโดนน้ำยาต่างๆ ด้วยเช่นกัน

 

 

 

 

ความหมายของการให้ของที่ระลึก

เมื่อพูดถึงของขวัญหรือของที่ระลึก นั่นหมายถึงสิ่งของอันเป็นวัตถุที่เราจะมอบให้ใครคนหนึ่งเนื่องในโอกาสพิเศษ ซึ่งถือว่าเป็นสิ่งของที่มีค่า มีความหมายและสามารถแทนความรู้สึกทางใจให้แก่กันได้ ผู้คนในสังคมจึงมีการมอบของที่ระลึกให้แก่กันเพื่อสร้างความสัมพันธ์อันดี เป็นการสร้างมิตรภาพไม่ว่าจะมากหรือน้อย แต่ก็ถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของการคบหาสมาคมตามสัญชาตญาณความเป็นมนุษย์ที่เป็นสัตว์สังคมเพื่อการอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข
ความหมายที่แท้จริงของการให้ของที่ระลึกในโอกาสสำคัญต่างๆ ไม่ได้เป็นสิ่งที่เพิ่งเกิดขึ้นในยุคสมัยใหม่ แต่มันเกิดขึ้นมานานแล้วหลายพันปี การให้เพื่อสื่อสารถึงความต้องการสร้างสัมพันธ์อันดีกับบุคคลนั้นๆ เป็นทั้งการให้เพื่อสร้างมิตรภาพให้แน่นแฟ้นและในบางครั้งก็เป็นการให้เพื่อแทนคำขอโทษและคำขอบคุณต่างๆ ได้อีกมากมาย ดังนั้นของที่ระลึกจึงมีความหมายในด้านที่ดี เป็นพื้นฐานที่จะช่วยให้เราอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้

ของที่ระลึกที่ผู้รับได้ไปจะกลายเป็นความทรงจำที่น่าจดจำ หากของชิ้นนั้นๆ มีค่าและมีความหมายมากสำหรับเขา ในที่นี้คำว่า “มีค่า” ไม่ได้หมายถึงการมีราคาที่แพงหรือเป็นของหรูหราอลังการแต่งอย่างใด ทว่ามันคือการมีค่าทางจิตใจที่จะทำให้ผู้รับจดจำบุคคลผู้ให้ได้ตลอดไป

โดยสรุปแล้วของที่ระลึกมีความหมายกว้างขวางเป็นอย่างมาก แต่ทุกอย่างล้วนสื่อถึงการให้เพื่อความหมายบางสิ่งในด้านดี ไม่ว่าจะเป็นการขอบคุณ ขอโทษ ให้เพื่อความรัก ความชอบใจ เพื่อการสร้างสัมพันธ์ หรือต้องการทำความรู้จักกับบุคคลอื่นให้มากขึ้นก็สามารถนำเอามาใช้เป็นตัวเชื่อมโยงความหมายทางใจระหว่างกันและกัน

อย่างไรก็ตามการให้ของที่ระลึกกับใครสักคน ไม่ใช่สักแต่ว่าหาซื้อให้ตามความพอใจของเรา แต่จำเป็นต้องดูความเหมาะสมอื่นๆ ประกอบร่วมด้วย ทั้งอายุ เพศ หน้าที่การงาน นิสัย และลักษณะทางความสัมพันธ์ระหว่างเราและบุคคลนั้นๆ เพื่อให้ของที่ผู้รับได้ไปถูกใจและมีความหมายที่ดีมากกว่าการให้ไปผิดๆ จนทำให้เกิดความเข้าใจที่ขัดแย้ง กลายเป็นของที่ระลึกที่สร้างความแตกหักระหว่างกันเอาได้

หลักในการเลือกของที่ระลึกให้ถูกใจผู้รับ
การเลือกของที่ระลึกให้ใครสักคนหนึ่ง จำเป็นต้องใส่ใจในรายละเอียดหลายๆ อย่าง รวมไปถึงปัจจัยที่สำคัญ ซึ่งจะช่วยให้ผู้รับสามารถเข้าใจถึงความหมายที่สื่อผ่านวัตถุสิ่งของที่ตนได้มาโดยไม่จำเป็นต้องบอกกล่าวด้วยคำพูด เพื่อความสมบูรณ์แบบของการเลือกของขวัญสักชิ้นหนึ่งให้คนสำคัญ เราลองมาดูหลักในการเลือกต่อไปนี้ที่จะช่วยให้ของที่ระลึกมีค่าและมีความหมายอันพิเศษสุดกันค่ะ

 

 

 

ส่วนผสมในการทำเครื่องประดับมี 18k gold ไหม?

เงิน ทอง ทองคำขาว แพลททินั่ม    การทำเครื่องประดับสามารถทำได้จากโลหะหลายชนิดค่ะ โดยโลหะมีค่า (Precious Metal) ที่นิยมนำมาทำเป็นเครื่องประดับตามร้านจิวเวลรี่ทั่วไป ได้แก่ เงิน ทอง ทองคำขาว และแพลททินั่ม ซึ่งแต่ละชนิดจะมีลักษณะสี คุณสมบัติ และราคาแตกต่างกันไป อย่างไรก็ตาม การทำเครื่องประดับด้วยโลหะเหล่านี้ต้องมีการนำมาผสมกับโลหะชนิดอื่นในอัตราส่วนที่เหมาะสม เพื่อเพิ่มคุณสมบัติของโลหะนั้นๆให้เหมาะสมกับการทำเครื่องประดับค่ะ ภาษาอังกฤษเราจะเรียกโลหะผสมเหล่านี้ว่า Alloy เช่น ทอง 18K หรือเรียกอีกอย่างว่า18k gold  ก็คือ Gold Alloy ที่มีส่วนผสมของทอง 75% และโลหะอื่นๆเช่น เงิน ทองแดง สังกะสี อีก 25%เรามารู้จักโลหะแต่ละชนิดกันดีกว่าค่ะเงิน (Silver)เงินเป็นโลหะที่มีสีขาว ซึ่งมีราคาถูกที่สุดและมีความอ่อนที่สุดในบรรดาโลหะมีค่า มีการนำความร้อนดีมาก นิยมนำมาทำเป็นเครื่องประดับราคาไม่แพง เหรียญกษาปณ์ และเครื่องเงินประเภทต่างๆSterling Silver เป็น โลหะเงินผสม (Silver Alloy) ที่เป็นที่นิยมและใช้กันอย่างแพร่หลาย ซึ่งมีส่วนผสมของเงิน 92.5% และอีก 7.5% เป็นส่วนผสมของทองแดง ดังนั้น เงิน 92.5% นี้จะมีความแข็งกว่าเงินบริสุทธิ์ 100% ค่ะ จึงเหมาะสำหรับทำเป็นเครื่องประดับ แต่อย่างไรก็ตาม เงินค่อนข้างจะทำปฏิกริยากับอากาศหรือคราบเหงื่อไคลได้ง่าย จึงทำให้เครื่องประดับของเรานั้นหมองและดำเร็ว การใช้น้ำยาทำความสะอาดเงิน จะช่วยขจัดคราบดำออกไปได้ค่ะ

ทอง (Gold)ทองคำหรือทอง (Yellow Gold) เป็นโลหะมีค่าที่มีสีเหลือง มีความอ่อนตัว สามารถตีเป็นแผ่น หรือดัดแปลงรูปร่างได้ง่าย มีความคงทนต่อกรดหลายชนิด มีความเงางามเฉพาะตัว ทองคำบริสุทธิ์ 100% (24K) มีความอ่อนตัวมาก จึงไม่เหมาะกับการทำเป็นเครื่องประดับฝังเพชรพลอย การผสมทองกับโลหะชนิดอื่นจะทำให้ทองมีความแข็งแรงขึ้น และขัดเงาได้ง่ายขึ้น หรือที่เรียกว่า Gold Alloy โดยโลหะที่นิยมนำมาผสม ได้แก่ ทองแดง เงิน และ สังกะสี การผสมทองด้วยโลหะเหล่านี้ ยังมีผลต่อสีของทองด้วยค่ะ เช่น Pink Gold คือทองที่มีการผสมทองแดงในอัตราส่วนที่มากกว่าโลหะอื่น จึงทำให้สีทองออกมาเป็นสีชมพู ร้านจิวเวลรี่บ้านเรานิยมใช้ 18k gold (75%) ในการทำเครื่องประดับเสียเป็นส่วนใหญ่ เนื่องจากมีความแข็งแรงและยังถือว่ามีเปอร์เซ็นต์ทองมากพอสมควร สำหรับต่างประเทศเปอร์เซ็นต์ทองที่น้อยลงก็ยังมีความนิยมค่ะ เช่น ทอง 14K, 10K หรือ 9K

ทองคำขาว (White Gold)ทองคำขาวหรือทองขาว หากแปลตามชื่อภาษาอังกฤษ White Gold แล้ว ก็คือ ทองที่มีสีขาวนั่นเอง แต่ในความเป็นจริง ทองคำขาวไม่ได้มีสีขาวซะทีเดียว แต่จะมีสีเหลืองเจืออยู่อ่อนๆด้วยค่ะ นั่นเป็นเพราะว่าทองคำขาวก็คือ Gold Alloy โดยมีส่วนผสมของทองคำสีเหลือง (Yellow Gold) และโลหะอื่นๆ ได้แก่ พาลาเดียม (Palladium) หรือ นิกเกิล (Nickel) ซึ่งเป็นโลหะที่ทำให้ทองมีสีขาวขึ้น การคิดเปอร์เซ็นต์ของทองคำขาวจะเหมือนกับทองเช่นเดียวกันค่ะ เช่น ทองคำขาว 18k gold  ก็คือ มีทองคำ 75% ส่วน 25% ที่เหลือจะเป็นส่วนผสมของพาลาเดียมหรือนิกเกิล ทองแดง และสังกะสี ในอัตราส่วนที่เหมาะสม หลายคนอาจสงสัยว่าทำไมทองคำขาวที่ขายกันตามร้านจึงมีสีขาวเงางาม ไม่ได้มีสีเหลืองอ่อนๆอย่างที่บอก นั่นก็เป็นเพราะว่าทองคำขาวนั้นผ่านการชุบด้วยโรเดียม (Rhodium) มาแล้ว ซึ่งเป็นกระบวนการขั้นสุดท้ายตามปกติของการทำเครื่องประดับ ดังนั้น หากใครใส่เครื่องประดับทองคำขาวไปนานๆ ตัวโรเดียมที่ชุบอยู่นี้ก็สามารถหลุดลอกออกได้ จนเห็นเนื้อทองคำขาวจริงๆที่มีสีเหลืองอ่อนๆค่ะ

แพลททินั่ม (Platinum)แพลททินั่มเป็นโลหะที่มีความแข็งแรงที่สุดในบรรดาโลหะมีค่า มีความทนทาน ความหนาแน่นสูง และไม่สึกกร่อนง่าย อีกทั้งยังมีจุดเดือดสูงมาก การทำเป็นตัวเรือนจึงมีความยากกว่าโลหะมีค่าชนิดอื่น ต้องอาศัยช่างที่มีความชำนาญเป็นพิเศษ แพลททินั่มเป็นโลหะที่มีราคาสูงกว่าทอง เครื่องประดับแพลททินั่มจึงมีราคาแพงกว่า ในเมืองไทยอาจไม่ได้รับความนิยมกันอย่างแพร่หลายเท่าไรนัก แต่ทางต่างประเทศจะนิยมใช้ทำเป็นแหวนหมั้นหรือแหวนแต่งงานค่ะ โดยปกติแล้วการทำเครื่องประดับจะใช้ Platinum alloy ที่มีความบริสุทธิ์ 95%ส่วนอีก 5% ที่เหลือจะเป็นโลหะอื่นที่อยู่ในกลุ่มของแร่แพลททินั่มเช่นเดียวกัน เช่น ruthenium และ iridium อย่างไรก็ตาม ยังมีหลายคนที่สับสนระหว่างคำว่าทองคำขาวกับแพลททินั่มอยู่ หากใครได้ลองเปิดดิกชินนารีดู คำแปลของแพลททินั่มจะแปลว่าทองคำขาว ซึ่งในความเป็นจริงเป็นโลหะคนละชนิดกันค่ะ แพลททินั่มไม่ได้มีส่วนผสมของทอง จึงควรที่จะแยกคำว่าทองคำขาวกับแพลททินั่มออกจากกันค่ะ